เมื่อมองเผิน ๆ มันคือความปรารถนาของมนุษยชาติมาตั้งแต่จุดเริ่มต้นของกาลเวลา
เพลโต หนึ่งในแบบอย่างสำคัญในชีวิตของผม หลงใหลในแนวคิดนี้อย่างยิ่ง ในยุคของเขา ความสมบูรณ์แบบมีอยู่เป็นหลักในความคิดและอุดมคติ ยังไม่มีทางสร้างล้อที่สมบูรณ์แบบ ไม่มีต้นไม้ที่สมมาตรอย่างไร้ที่ติในทุ่งหญ้า โลกในเวลานั้นไม่ได้สมบูรณ์แบบ
กาลเวลาผ่านไป และแนวคิดของเขากลายเป็นกระแส
ใช้เวลาไม่ถึง 2,500 ปี
เรามาถึงยุคที่ชีวิตง่าย ไม่ใช่เพราะมันเรียบง่าย แต่เพราะมันไม่ใช่เรื่องของการเอาชีวิตรอดอีกต่อไป เราไม่ต้องรออยู่ในถ้ำเพื่อหวังจะได้กระรอกสักตัวมาแบ่งปันกับครอบครัว เราสามารถจัดหาอาหาร พลังงาน และความอบอุ่นได้ เราสามารถไม่ทำอะไรเลยและใช้ชีวิตอย่างสบายได้… หากเราไม่ใช่มนุษย์ที่คอยพองฟองสบู่ของตัวเองขึ้นมา แล้วต้องกลับมาแก้ปัญหาที่เราสร้างขึ้นเอง
ชีวิตง่ายขึ้นจนเราสามารถมี “ความฟุ่มเฟือย” ในการไม่คิดถึงทิศทางของชีวิตตนเอง เราปล่อยให้ TikTok และ Instagram ชี้นำเรา เราผลักดันคู่ของเราให้ดีขึ้น สมบูรณ์แบบขึ้น ใกล้กับภาพที่เราเห็นบนหน้าจอ โดยไม่เคยถามตัวเองจริง ๆ ว่านั่นคือสิ่งที่เราต้องการหรือไม่ เราลืมโอบกอดคนที่มอบคุณค่าที่แท้จริงให้เรา เพราะเราตาบอดด้วยภาพลวงตา ความมั่งคั่ง ความหรูหรา และความต้องการจะเป็นที่หนึ่ง เราสิ้นเปลืองเวลาชีวิตไปกับภาพเหล่านี้
หากผมเขียนบทสะท้อนความคิดนี้เมื่อสามปีก่อน มันคงมืดมนกว่านี้
แต่วันนี้ ผมเห็นความหวัง
และอย่างย้อนแย้ง ความหวังนั้นมาจากปัญญาประดิษฐ์
เราเคยฝันถึงความสมบูรณ์แบบในวันที่มันยังเป็นไปไม่ได้
และเมื่อวันนี้เราสามารถได้มันเพียงกดปุ่มเดียว เรากลับเริ่มปฏิเสธมัน เรามองหาข้อบกพร่อง ค้นหาสัญญาณของความไม่เป็นธรรมชาติ และทันใดนั้น สิ่งที่เป็นจริงกลับมีคุณค่า
เราสร้างใบหน้าดิจิทัลที่มีฝ้ากระ มีเส้นสายที่ไม่สมบูรณ์ มีความไม่สมดุลของร่างกาย เพียงเพื่อไม่ให้มันดูสมบูรณ์แบบเกินไป เพียงเพื่อไม่ให้ถูกมองว่าเป็นของปลอม
และบางที… นี่อาจเป็นสิ่งที่จำเป็น
ความใกล้ชิดกับโลกเสมือนในระดับนี้
เพื่อให้เราได้กลับมามองเห็นความงาม
ที่อยู่ตรงหน้าเรามาตลอดเวลา